060253-วิอาญา ภาค 3-4 อ.ธานี ครั้งที่ 8-300153
แก้ไขล่าสุด kanyaratr เมื่อ 2010-2-9 00:29
060253-วิอาญา ภาค 3-4 อ.ธานี ครั้งที่ 8-300153
มาตรา 166 ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ให้ศาลยกฟ้องเสียแต่ ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุสมควรจึ่งมาไม่ได้ จะสั่งเลื่อนคดีไปก็ได้
คดีที่ศาลได้ยกฟ้องดั่งกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น โดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึ่ง มาไม่ได้ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่
ในคดีที่ศาลยกฟ้องดั่งกล่าวแล้ว จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้น อีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก เว้นแต่จะเป็นคดีความผิด ต่อส่วนตัว
1739/2528 โจทก์และพยานโจทก์ไม่มาศาล แต่ทนายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นต่อศาลขอเลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาเพื่อไต่สวนให้เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลและพิพากษายกฟ้อง ดังนี้ โจทก์จะมาร้องขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 มิได้ เพราะมิใช่เป็นกรณีที่ศาลยกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๑๖๑, ๑๗๗,๑๗๙, ๑๘๐, ๒๐๐, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘
ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้อง ถึงวันนัดหมายโจทก์มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำคำร้องมายื่นต่อศาลขอเลื่อนการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาเพื่อไต่สวนให้เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ อ้างว่าตัวโจทก์ป่วยและทนายโจทก์ติดว่าความที่ศาลอื่น ไม่ใช่การประวิงคดี
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะคดีโจทก์ไม่มีมูลเนื่องจากไม่มีพยานมาสืบ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๖๖ ให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์คำสั่งว่า โจทก์ไม่มาศาลโดยมีเหตุสมควร กรณีเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ ขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะคดีโจทก์ไม่มีมูลเนื่องจากไม่มีพยานมาสืบ โจทก์ขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖ วรรคสองมิได้ พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี โดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาเพื่อไต่สวนให้เห็นว่าคดีโจทก์มีมูลตามฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น โจทก์หาได้อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันยุติ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด โจทก์จึงไม่อาจขอให้ยกคดีขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๖
พิพากษายืน (พจน์ บุญเลี้ยง - เสนอ ศรนิยม - ชวลิต นราลัย)
ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาล แต่ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้อง แต่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีถือว่าฝ่ายนั้นขาดนัดทันที ซึ่งต่างจากกฎหมายเก่า ศาลจึงต้องยกฟ้องตามมาตรา 166 เพราะโจทก์ขาดนัด
ถ้าโจทก์มายื่นคำร้องล่วงหน้าก่อนวันนัด ศาลไม่อนุญาต ถือว่าโจทก์ขาดนัดทันที แต่ถ้าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบ แล้วศาลยกฟ้องตามมาตรา 166 วรรคหนึ่งไม่ได้ ต้องดูความจริงวันนี้จะไปหาความจริงวันอื่นไม่ได้
มาตรา 166 วรรคสอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ขาดนัดหรือเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ใช้สิทธิ 2 ประการคือ ขอพิจารณาใหม่ และอุทธรณ์ภายใน 30 วัน
คดีที่ศาลได้ยกฟ้องดั่งกล่าวแล้ว ถ้าโจทก์มาร้องภายในสิบห้าวัน นับแต่วันศาลยกฟ้องนั้น โดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึ่ง มาไม่ได้ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่
ถ้าหากศาลยกฟ้องเพราะเหตุอื่นคือ เพราะไม่มีพยานหลักฐานมาสืบ เป็นการยกคำร้องโดยวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดี แต่ไม่ยกเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลยกฟ้องตามมาตรา 166 วรรคหนึ่งไม่ได้
3736/2551 ค้นไม่พบ (การที่ผู้ร้องไม่มาในวันนัดไต่สวนของกลางศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องเสีย โดยอาศัยเหตุดังกล่าว ไม่ตัดสิทธิของผู้ร้องที่ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 166 วรรคสอง)
2595/2539 คำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามประมวลกฎหมาย-วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181 นั้น โจทก์จะต้องร้องขอภายใน 15 วันนับแต่วันศาลยกฟ้อง มิใช่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง ปรากฎว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2537 โจทก์มายื่นคำร้องขอเมื่อวันที่ 12ตุลาคม 2537 จึงเป็นการเกินกำหนดเวลา แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์อ้างในคำร้องว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จดวันนัดผิดและแจ้งให้ทนายโจทก์ทราบก็ไม่ใช่เหตุที่โจทก์จะไม่ต้องยื่นคำร้องภายใน 15 วัน
กรณีประสงค์ขอยกคดีขึ้นพิจารณาคดีใหม่ ในคำร้องต้องยกเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ ศาลจึงอนุญาตให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่
4366/2547 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะเห็นว่าโจทก์จงใจไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้น เป็นการยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 181 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2545 โจทก์มายื่นคำร้องเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2545 แสดงเหตุยืนยันว่าโจทก์ได้มาศาลตามกำหนดแล้ว เพียงแต่โจทก์ยังติดการดำเนินคดีอาญาอื่น ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาไว้ในวันเดียวกันก่อน เสร็จแล้วจึงจะมาดำเนินคดีต่อไปโดยขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษา อันมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำร้องก็นับว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่ได้มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัด เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าวยังไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนคำร้องของโจทก์เสียก่อน จึงจะวินิจฉัยได้ว่าที่โจทก์ไม่มาดำเนินคดีนี้ตามกำหนดนัดมีเหตุสมควรหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองสั่งคำร้องของโจทก์โดยไม่ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 181
• ต้องตรวจสอบดูว่าอะไรเป็นเหตุสมควร
• โจทก์มีสิทธิ 2 ประการคืออุทธรณ์โดยตรง หรือใช้สิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ได้ ภายใน 15 วัน
• เมื่อใช้สิทธิขอพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 166 วรรคสองแล้วศาลยกคำร้อง โจทก์จะอุทธรณ์โต้แย้งคำพิจารณาของศาลที่ยกฟ้องขอคดีใหม่ได้
คร. 1729/2529 ค้นไม่พบ เจอเป็น ปพพ
ในมาตรา 166 วรรคสาม
ในคดีที่ศาลยกฟ้องดั่งกล่าวแล้ว จะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ แต่ถ้าศาลยกฟ้องเช่นนี้ในคดีซึ่งราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ ไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นอีก เว้นแต่จะเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว
ข้อสังเกต
ในมาตรา 166 วรรคสาม ไม่ใช่เรื่องสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับ แต่หมายถึงการห้ามนำคดีมาฟ้องใหม่อีก ดังนั้นถ้ามีการยกฟ้องในคดีหลังเพราะเหตุโจทก์ขาดนัด ก็ไม่ทำให้สิทธิฟ้องของโจทก์ในคดีแรกหมดไป โจทก์ในคดีแรกยังมีอำนาจดำเนินคดีต่อไปได้
ในคดีอาญาที่ศาลยกฟ้องเหตุเพราะโจทก์ขาดนัดจะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ และในเรื่องส่วนตัวจะตัดอำนาจโจทก์ฟ้องอีกไม่ได้ แต่ไม่รวมถึงคดีแรก เพราะไม่ได้เป็นเรื่องการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามมาตรา 39(4)
การตัดอำนาจฟ้องของโจทก์ ถือเสมือนหนึ่งว่า เป็นเรื่องที่นำสิทธิอาญามาฟ้องระงับไป ไม่ว่าคดีก่อนมีการยื่นฟ้องไว้ก่อนแล้ว ถ้าคดีที่ยื่นฟ้องภายหลังศาลยกฟ้องไปเพราะโจทก์ขาด ก็เป็นเหตุให้คดีก่อนระงับไปด้วย ถ้าหากเข้าตามมาตรา 166 วรรคสาม โดยไม่คำนึงว่าใครจะฟ้องก่อนฟ้อง ฟ้องหลัง เป็นการตีความขยายความ นอกเหนือในมาตรา 39 อีกกรณีหนึ่ง
816/2523 โจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในมูลกรณีเดียวกันกับคดีนี้มาครั้งหนึ่งแล้วแต่ในคดีนั้นโจทก์ร่วมไม่มาตามกำหนดนัด ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ผลแห่งคดีที่โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องจำเลยดังกล่าวนั้น ทำให้โจทก์ร่วมจะฟ้องจำเลยเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ เมื่อเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวย่อมตัดอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 166 วรรคท้าย สิทธิของพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องจำเลยในมูลกรณีเดียวกันไว้แล้วเป็นอันระงับไปโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าพนักงานอัยการฟ้องก่อนหรือหลังจากที่ศาลยกฟ้องคดีของโจทก์ร่วม เมื่อพนักงานอัยการถูกตัดอำนาจฟ้องย่อมจะดำเนินคดีต่อไปไม่ได้ ต้องยกฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วม
การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องในคดีที่ตนเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยแล้วศาลพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาล ขอให้ศาลยกคดีของตนขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ แต่ถอนคำร้องเสียเท่ากับไม่มีการยื่นคำร้องจะแปลว่าคำร้องที่โจทก์ยื่นและถอนดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมประสงค์จะถอนคดีที่ตนฟ้องเพื่อเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3
ผู้เสียหายได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คพิพาทชำระหนี้ที่กู้ยืมไปจากโจทก์ร่วมแม้โจทก์ร่วมจะเคยฟ้องจำเลยต่อศาลอาญา และศาลพิพากษายกฟ้องชั้นไต่สวนมูลฟ้องในมูลกรณีเดียวกัน โจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้ และไม่เป็นฟ้องซ้ำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 จำคุก 11 เดือน
จำเลยอุทธรณ์ว่า ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ที่จะต้องรับผิดตามเช็คพิพาทกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเคยฟ้องจำเลยในมูลกรณีเดียวกันกับคดีนี้ ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมจะฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกไม่ได้
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในคดีนี้ ไม่จำต้องวินิจฉัยความผิดของจำเลยพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม
โจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในมูลกรณีเดียวกันกับคดีนี้ตามคดีของศาลอาญาหมายเลขดำที่ 8399/2521 และโจทก์ร่วมไม่มาตามกำหนดนัดในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลยกฟ้องโจทก์ร่วมโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ผลแห่งคดีที่โจทก์ร่วมยื่นฟ้องจำเลยดังกล่าวนั้น ทำให้โจทก์ร่วมจะฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ ทั้งเป็นคดีความผิดส่วนตัวย่อมตัดอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคท้าย แม้หลังจากที่ศาลพิพากษายกฟ้องในคดีซึ่งโจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย โจทก์ร่วมได้ยื่นคำขอให้ศาลยกคดีของตนขึ้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่ แต่ได้ถอนคำร้องเสีย จึงเท่ากับไม่มีการยื่นคำร้องจะให้แปลว่าคำร้องที่โจทก์ร่วมยื่นและถอนเสียดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ร่วมประสงค์จะถอนคดีที่ตนฟ้องและศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว เพื่อไปเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ดังที่ฎีกามาหาได้ไม่ โจทก์ร่วมจะเข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเกี่ยวกับเช็คพิพาทในคดีนี้อีกไม่ได้ และสิทธิของพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องจำเลยในมูลกรณีเดียวกันไว้แล้วเป็นอันระงับไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าพนักงานอัยการฟ้องก่อนหรือหลังจากที่ศาลยกฟ้องคดีของโจทก์ร่วม เนื่องจากพนักงานอัยการถูกตัดอำนาจฟ้องโดยบทกฎหมายข้างต้นย่อมจะดำเนินคดีต่อไปไม่ได้ จึงชอบที่ศาลจะยกฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีนี้เสีย โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยกระทำผิดจริงหรือไม่
พิพากษายืน (สุวรรณพ กองวารี - ปรีชา สุมาวงศ์ - กุศล บุญยืน)
มาตรา 171 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนและการพิจารณา เว้นแต่ มาตรา 175 มาบังคับแก่การไต่สวนมูลฟ้องโดยอนุโลม
ให้นำบทบัญญัติใน มาตรา 133 ทวิ และ มาตรา172ตรี มาใช้ บังคับโดยอนุโลมแก่การไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่พยานเป็นเด็กอายุ ไม่เกินสิบแปดปี ทั้งในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์และในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์
ในชั้นไต่สวนมูลสวนมูลฟ้องศาลไม่ถูกจำกัดอำนาจในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ตามมาตรา 175
ในมาตรา 171 วรรคสองในการสืบพยาน เราต้องนำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิและมาตรา 172 ตรีมาใช้ เพื่อคุ้มครองพยานเด็ก
ในการทำคำสั่ง ศาลต้องดูว่าคดีมีมูล --- สั่งว่าคดีโจทก์มีมูลและประทับฟ้องไว้พิจารณาตามมาตรา 167 ถ้าไม่มีตัวจำเลยมาศาล จะออกหมายเรียกหรือหมายจับเพื่อให้จำเลยแก้คดี มาตรา 52
ศาลจะไม่ออกหมายขังและปล่อยชั่วคราวก็ได้
ในมาตรา 171 คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วย ลักษณะอุทธรณ์ฎีกา
ถ้าโจทก์ร้องขอ ศาลจะขังจำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่าง อุทธรณ์ฎีกาก็ได้
2321/2550 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อ กฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 |
-
1
จำนวนคะแนน
-