สรุปสาระสำคัญพรบ.ทนายความ
หลักการประการสำคัญแห่งประราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2457 มีดังนี้
ประการแรก ตามพระราชบัญญัตินี้ได้แบ่งทนายความเป็น 2 ชั้น คือ ทนายความชั้นที่ 1 ได้แก่ ผู้สอบไล่วิชากฎหมายได้รับประกาศนียบัตร
เป็นเนติบัณฑิตและทนายความชั้นที่ 2 ได้แก่ ทนายความซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์กรุงเทพฯ ให้สอบสวนคุณวุฒิความรู้ ความชำนาญ แล้ว เห็นว่า
สมควรจะทำหน้าที่ทนายความได้
ประการต่อมา บัญญัติให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ มีอำนาจในการออกใบอนุญาตทนายความ และใบอนุญาตว่าความนั้นมีอายุเพียง 1 ปี
ประการสุดท้าย เรื่องการควบคุมมรรยาททนายความบัญญัติให้เป็นอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์กรุงเทพฯ โดยมีอำนาจออกคำสั่ง
ห้ามมิให้ทนายความว่าความในศาลยุติธรรมมีกำหนดไม่เกินกว่า 3 ปี หรือจะออกคำสั่งให้ลบชื่อออกจากทะเบียนก็ได้ เมื่อเห็นว่าทนายความประพฤติตนไม่
เหมาะสม นอกจากนี้ยังบัญญัติให้มีคณะกรรมการของเนติบัณฑิตยสภา ทำหน้าที่พิจารณาสอดส่องความประพฤติของทนายความ เพื่อทำความเห็นชี้ขาด
ลงไว้ในรายงานเสนอแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไป
ทนายความเมื่อเริ่มกระบวนการประชาธิปไตย (พ.ศ.2475 - 2500)
ปีพุทธศักราช 2475 ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองของไทย คือ การเปลี่ยนการปกครองภายใต้การดำเนินการ
ของ "คณะราษฎร" อันเป็นผลทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีการตราพระราชบัญญัติทนายความ ฉบับที่ 2 คือ พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.
2477
สาระสำคัญแห่งพระราชบัญญัตินี้ คือการเพิ่มเติมคุณสมบัติทนายความ โดยกำหนดให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางนิติศาสตร์จาก
มหาวิทยาลัย สามารถเป็นทนายความชั้นหนึ่งได้ เนื่องจากแต่เดิมพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2457 ผู้ซึ่งมีสิทธิเป็นทนายความชั้นหนึ่ง ต้องเป็นผู้สอบ
ไล่ได้เป็นเนติบัณฑิต นอกจากนี้ ได้มีการกำหนดวันหมดอายุใบอนุญาตทนายความในวันที่ 31 มีนาคม แห่งปีที่ได้รับอนุญาตให้ว่าความ และจะต้องต่อใบ-
อนุญาตทุกปี จึงจะไม่ขาดจากทะเบียน หลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2477 แล้ว ยังได้มีการแก้ไขปรับปรุงเรื่อยมา คือ ในปี พ.ศ.
2481 เป็นการแก้ไขเรื่องมรรยาททนายความ ให้พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้ดำเนินการไต่สวนทนายความ ซึ่งประพฤติผิดมรรยาทได้และการแก้ไขปรับปรุง
การก่อตั้งสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย
ความเจริญก้าหน้าของวิชาชีพทนายความ ทำให้จำนวนทนายความเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ แต่การแสดงบทบาท การเคลื่อนไหวและการรวมพลัง
ของบรรดาทนายความยยังไม่มีรูปแบบที่เป็นเอกภาพ การรวมกลุ่มของทนายความขอาดความแน่นแฟ้นเท่าที่ควร เนื่องจากขาดองค์กรหรือสถาบันในการทำ
หน้าที่เป็นแกนกลางหรือเป็นศูนย์รวมอื่นชอบด้วยกฎหมาย จึงได้มีการริเริ่มก่อตั้ง "สมาคมทนายความ" ขึ้นจนเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2500
เพื่อให้เป็นสถาบันอิสระ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของทนายความทั่วประเทศ ในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมส่วนรวม ทั้งเอื้ออำนวยผลประโยชน์
ดูแลสวัสดิการแก่ทนายความด้วยกัน
ในปี พ.ศ.2508 ได้มีการตราพระราชบัญญัติทนายความฉบับใหม่ขึ้นใช้ โดยพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2508 นี้ มีการโอนอำนาจออก
ใบอนุญาตว่าความจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มาให้เนติบัณฑิตยสภาเป็นผู้มีอำนาจโดยเด็ดขาด เนติบัณฑิตยสภาจึงเป็นทั้งผู้ออกใบอนุญาต ผู้ควบคุม
ระเบียนและมรรยาททนายความ13 ซึ่งในขณะนั้นมีสำนักอบรมศึกษากฎหมายขึ้นในเนติบัณฑิตยสภาแล้ว อีกทั้งการควบคุมทนายความในระยะแรก ๆ
เนติบัณฑิตยสภามุ่งดำเนินการตามแบบเนติบัณฑิตยสภาอังกฤษ จึงกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยต้องผ่านการ
สอบเป็นเนติบัณฑิตที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเสียก่อน จึงจะขอจดทะเบียนเป็นทนายความชั้นหนึ่งได้ ซึ่งก็หมายความว่าผู้ที่จบ
ปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเป็นได้เพียงทนายความชั้นสองเท่านั้นและตามบทบัญญัติให้สิทธิทนายความชั้นหนึ่งว่าความได้ทั่วราชอาณาจักร
ส่วนทนายความชั้นสองมีสิทธิว่าความได้เฉพาะในจังหวัดที่ได้รับอนุญาต ข้อกำหนดดั้งกล่าวของเนติบัณฑิตยสภาเป็นการกดขี่และเป็นการปิดกั้นเสรีภาพ
ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จึงก่อให้เกิดกระแสแห่งความไม่พอใจ มีการเคลื่อนไหว เพื่อต่อสู้คัดค้านกันอย่างกว้างขวาง โดยใช้เวลาในการต่อสู้
ถึง 5 ปีเศษ จึงมีการแก้ไขพระราชบัญญัติทนายความในปี พ.ศ.2514 บัญญัติให้ผู้ที่จบปริญญาตรีทางกฎหมายเป็นทนายความชั้นหนึ่ง มีสิทธิว่าความได้
ทั่วราชอาณาจักร และยังคงให้มีทนายความชั้นสองอยู่ แต่เนื่องจากในระยะต่อมามีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีเพิ่มมากขึ้น ทนายความชั้นสองจึง
ค่อย ๆ ลดจำนวนลง
ต่อมาในปี พ.ศ.2518 ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อสมาคมจากเดิมเป็น "สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย" ดังนั้น ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์
ของทุกปี จึงถือเป็น "วันทนายความ" อันเป็นวันสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
สาระสำคัญของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 คือ
ประการที่ 1 บทบัญญัติมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัตินี้ บัญญัติว่าให้มีสภาขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า "สภาทนายความ......" นับตั้งแต่นั้นมา
"สภาทนายความ" จึงเป็นสถาบันนิติบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพทนายความที่สามารถปกครองตนเองเป็นของทนายความ เพื่อทนายความ
และโดยทนายความ มาจากหลักการปกครองพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย
ประการที่ 2 เปลี่ยนแปลงอำนาจในการจดทะเบียนและควบคุมมรรยาททนายความจากเดิมซึ่งเป็นอำนาจของของเนติบัณฑิตยสภาให้สภา-
ทนายความ เป็นผู้มีอำนาจจดทะเบียนออกใบอนุญาตว่าความ และควบคุมมรรยาททนายความ
ประการที่ 3 กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอจดทะเบียน และรับใบอนุญาตเป็นทนายความเพิ่มเติม กล่าวคือ นอกจากจะเป็นผู้สำเร็จ
ปริญญาตรีทางนิติศาสตร์แล้ว ยังต้องผ่านการฝึกอบรมมรรยาททนายความ หลักปฏิบัติเบื้องต้นในการว่าความ และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายตาม
ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาชีพว่าความ
นอกจากนี้แล้วพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นผลให้ไม่มีทนายความชั้นสองอีกต่อไป เนื่องจากผู้ที่เป็นทนายความชั้นสองอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับให้ถือว่าเป็นผู้ที่ได้จดทะเบียนและรับในอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ และมีสิทธิขอต่ออายุใบอนุญาต หรือขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ได้
ประการสุดท้าย มีการกำหนดให้มีกองทุนสวัสดิการทนายความ เพื่อช่วยเหลือทนายความที่ได้รับความเดือดร้อนหรือทายาทของทนายความ
ที่ถึงแก่ความตาย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนให้ได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสวัสดิการทนายความ บทบัญญัติที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือการกำหนดให้มี
คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย รวมทั้งจัดให้มีกองทุนช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายด้วย
ข้อมูลจากสภาทนายความ
สรุปเรื่องประวัติ
สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีพรบ.ทนายความ ๒๔๕๗ แต่ยังไม่มีสมาคม
-แบ่งทนายเป็น ๒ ชั้น ชั้นหนึ่ง คือคนสอบได้เนติ กับ ชั้นสอง คือ ทนายที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สอบสวนคุณวุฒิแล้วเห็นสมควร ว่าความได้แค่ ๑๐ จังหวัด
-อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ มีอำนาจออกใบอนุญาตทนายความ มีอายุ ๑ ปี (ปัจจุบันมีสองแบบ คือ แบบสองปี กับตลอดชีพ)
-อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์กรุงเทพ เป็นผู้ควบคุมมรรยาททนายความ มีอำนาจออกคำสั่งห้ามว่าความไม่เกิน ๓ ปี ลบชื่อทนายความ เนติฯเป็นผู้สอดส่องความประพฤติของทนายความแล้วเสนอต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไป
สมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
มีพรบ ทนายความ ๒๔๗๗
กำหนดให้ผู้จบป.ตรีนิติศาสตร์เป็นทนายความชั้น ๑ ได้เลย
กำหนดวันหมดอายุใบอนุญาตวันที่ ๓๑ มีนาของทุกปี
สมาคมทนายความก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๐ กพ ๒๕๐๐ ถือให้เป็นวันทนายความ
พรบ.ทนายความ ๒๕๐๘
โอนอำนาจออกใบอนุญาตว่าความจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มาให้เนติฯ
เนติฯ ออกใบอนุญาต ควบคุมระเบียบ มรรยาททนายความ
มีทนายความ๒ชั้นแบบเดิมอีก คือ ชั้น ๑ จบเนติ ชั้น๒ ว่าความได้ ๑๐ จังหวัด
ปี๒๕๑๔ ก็เปลี่ยนให้คนจบป.ตรี นิติ ได้เป็นทนายชั้น๑
พรบ.ทนายความ ๒๕๒๘ ใช้วันที่ ๑๐ กย. ๒๕๒๘
สาระสำคัญ
-ม.๖ จัดให้มีสภาทนายความ
-มีอำนาจจดทะเบียนออกใบอนุญาต และควบคุมมรรยาท
-กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาตให้ผ่านการอบรมวิชาชีพว่าความ
-มีกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือทนายความที่เดือดร้อน
ม.๑๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสภาทนายความ
-แสดงความเห็นเป็นหนังสือ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ หรืออำนาจหน้าที่ของสภาทนายความ
-ซักถามการดำเนินการขอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ หรือการบริหาร
-เลือก หรือ ลงเลือกตั้งเป็นนายกสภาทนายความ หรือกรรมการสภาทนายความ
-ผดุงไว้ซึ่งศักดิืศรีและเกียรติแห่งวิชาชีพ
สมาชิกสภาทนายความ สิ้นสุดลงเมื่อ
-ตาย
-บอกเลิก
-ขาดต่อใบอนุญาต
-ถูกจำหน่ายชื่อออก
-ถูกลบชื่อออก
โครงสร้างบุคคลที่จะดำเนินคดีพิจารณาคดีมรรยาท
-คณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความ
-คณะกรรมการมรรยาททนายความ
-คณะกรรมการสภาทนายความ
-สภานายกพิเศษ
(มีพรบ.มรรยาททนายความ ๒๕๒๙ และมีข้อบังคับ ๒๕๓๕ และ๒๕๔๖)
คณะกรรมการสภาทนายความ มี 23 คน ประกอบด้วยนายกสภาทนายความ ๑ คน
และ กรรมการอีก ๒๒ คน(รวมผู้แทนเนติฯ ๑ คน และผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ๑ คน)
วาระ ๓ ปี ดำรงตำแหน่งติดกันได้สองวาระ ถ้าอยากลงสมัครอีกต้องเว้น
ผู้ลงสมัครต้องเป็นทนายความจดทะเบียนแล้ว ๕ ปีขึ้นไป
คณะกรรมการมรรยาททนายความ
แต่งตั้งโดยคณะกรรมการสภาทนายความ
ประกอบด้วย ประธานกรรมการมรรยาททนายความ รองประธานมรรยาททนายความ
กรรมการมรรยาททนายความ ไม่น้อยกว่า ๙ คน
วาระ ๓ ปี อยู่ติดกันได้สองวาระ
คุณสมบัติ--- เป็นทนายความ ๑๐ ปีขึ้นไป และ ไม่เคยถูกลงโทษประพฤติผิดมรรยาททนายความ
ถ้าตำแหน่งในคณะกรรมการมรรยาททนายความว่างลง คณะกรรมการสภาทนายความแต่งตั้งซ่อมได้
เว้นแต่--อีกไม่ถึง ๙๐ วัน คณะกรรมการรรยาทก็จะหมดวาระแล้ว
ก็ปล่อยว่างไว้อย่างนั้น รอเลือกใหม่ทีเดียวไปเลย
คณะกรรมการมรรยาททนายความ หมดวาระลงเมื่อ ตาย /ลาออก/ ขาดจากการเป็นทนายความ/ถูกกล่าวหาเรื่องประพฤติผิดมรรยาท มีมติให้พ้นตำปหน่ง/ขาดคุณสมบัติ
คณะกรรมการสอบสวนคดีมรรยาททนายความ ประกอบด้วย ประธาน ๑ คน กรรมการ ๒ คน
สภานายกพิศษ คือ รมต กระทรวงยุติธรรม
โทษคดีผิดมรรยาท-- ภาคทัณฑ์ -- ห้ามเป็นทนายไม่เกิน ๓ ปี -- ลบชื่อ(ต้องให้เวลาล่วงไป ๕ปี แล้วค่อยมายื่นขอใบอนุญาตใหม่ คณะกรรมการสภาทนายความจะพิจารณาต่อไป)
การร้องเรียนมรรยาท
ยื่นเรื่องต่อประธานกรรมการมรรยาททนายความ
คณะกรรมการมรรยาททนายความลงมติเกินกึ่งหนึ่งถอนข้อกล่าวหาได้
แล้วส่งไปที่ คณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความ
คณะกรรมการสอบสวนมรรยาท มีหน้าที่
-สรุปคำกล่าวหา
-คำแก้คำกล่าวหา
-ข้อเท็จจริงจากการสอบสวน
-แสดงเหตุผล และข้อเสนอลงโทษ
เสร็จแล้วส่งไปที่คณะกรรมการมรรยาททนายความ มีหน้าที่
ยืน-ยก-แก้-กลับ รายงานของคณะกรมการสอบสวนมรรยาท
ส่งไปที่คณะกรรมการสภาทนายความ
ยืน-ยก-แก้-กลับ รายงาน
คณะกรรมการมรรยาททนายความ แจ้งผลการตัดสินให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
อุทธรณ์ยื่นต่อประธานกรรมการมรรยาททนายความ แล้วจะส่งต่แไปยังสภานายกพิเศษ
สภานายกพิเศษ เป็นอันสิ้นสุด
สุดท้ายถ้าผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็ไปฟ้องศาลปกครอง |